ทำความรู้จักกับการฝากไข่ เตรียมพร้อมก่อนมีลูก   

ในสภาวะปัจจุบันทำให้ค่านิยมการมีลูกนั้นเปลี่ยนไป จากที่คิดว่าควรมีลูกก่อนอายุ 30 แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ทำให้เรายังมีลูกไม่ได้ หรือมีปัญหาสุขภาพที่ต้องรับการรักษาก่อน การฝากไข่หรือแช่แข็งไข่เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยคุณได้ ใช้เวลาแค่ประมาณ 3 สัปดาห์เท่านั้น คุณก็สามารถแช่แข็งเซลล์ไข่สภาพสมบูรณ์เตรียมไว้เมื่อพร้อมได้เลย

การฝากไข่คืออะไร

ฝากไข่ (Oocyte Cryopreservation หรือ Egg Freezing) หรือ การแช่แข็งเซลล์ไข่ เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยรักษาคุณภาพเซลล์ไข่ผู้หญิง เพื่อให้สามารถเก็บไข่เอาไว้ใช้สำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคตได้ โดยแพทย์จะทำการดูดเอาไข่สุขภาพดีของผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ออกมาจากรังไข่ และนำไปแช่แข็งไว้ที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส และจะนำไข่ออกมาเพื่อใช้ปฏิสนธิกับอสุจิฝ่ายชาย เมื่อผู้ฝากไข่ต้องการตั้งครรภ์

ทำไมผู้หญิงที่อยากมีลูกควรฝากไข่

โดยธรรมชาติแล้วเมื่อผู้หญิงมีอายุเพิ่มขึ้น ไข่ของผู้หญิงจะมีคุณภาพน้อยลงและมีการลดจำนวนลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ส่งผลให้เกิดการมีบุตรยากขึ้น ถ้าหากว่าอายุเกิน 40 ปีแล้วไม่มีประจำเดือน นั่นคือการก้าวสู่วัยทอง (Menopause) รังไข่จะเริ่มหยุดการทำงาน ดังนั้น ผู้ที่ต้องการวางแผนจะมีลูกควรเข้ารับการฝากไข่ให้เร็วที่สุด ไม่ควรเกินอายุ 40 ปี แต่หากว่าอายุเกิน 40 ปีก็สามารถฝากไข่ได้ แต่ทั้งนี้ควรเข้ารับการปรึกษากับแพทย์โดยตรง หากว่าเราฝากไข่เร็วยิ่งช่วยเพิ่มโอกาสในการตั้งครรภ์ ต่อให้เรามีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ก็ยังสามารถใช้ไข่ในอายุที่น้อยกว่าได้

โอกาสติดลูกเมื่อฝากไข่

โอกาสในการติดลูกจากการฝากไข่จะยิ่งมีสูงมากขึ้นหากเริ่มฝากไข่ตั้งแต่ในช่วงอายุ 20-30 ปี ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์และไข่แข็งแรงสมบูรณ์ นอกจากนี้ อัตราการรอดของไข่หลังละลายอยู่ที่ประมาณ 80-90% จำนวนของไข่ที่มากก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้คุณมากขึ้น จำนวนไข่ที่แนะนำให้แช่แข็งขึ้นกับอายุของผู้หญิง สำหรับการตั้งครรภ์ 1 ครั้งของผู้หญิงอายุน้อยกว่า 35 ปีจะอยู่ที่ประมาณ 10-15 ฟอง ผู้หญิงอายุ 37 ปี ประมาณ 20 ฟอง ผู้หญิงอายุ 42 ปี ประมาณ 61 ฟอง ขึ้นอยู่คำแนะนำของแพทย์ด้วย โอกาสการตั้งครรภ์โดยเฉลี่ยเท่ากับ 7% ต่อไข่ 1 ใบ

iw clinic คลินิกสูตินรีเวช และรักษาผู้มีบุตรยาก ที่มีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่จะให้คำแนะนำและคำปรึกษา พร้อมการตรวจร่างกาย และวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ไม่ว่าจะเป็นภาวะมีบุตรยาก แช่แข็งอสุจิ หรือจะฝากไข่ก็สามารถทำได้ 

Related Post

ทำเลสิก

ทำเลสิก ใช้เวลาในการพักฟื้นนานหรือไม่ ไปดูกันเลยทำเลสิก ใช้เวลาในการพักฟื้นนานหรือไม่ ไปดูกันเลย

เชื่อว่าหลาย ๆ คนที่อยากจะทำเลสิก จะต้องเกิดข้อสงสัยกันอย่างแน่นอนว่า การทำเลสิกจะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนานหรือไม่ เพราะการทำเลสิกจะเป็นวิธีการรักษาสายตาสั้น สายตายาว และสายตาเอียง ด้วยการใช้เลเซอร์อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีแผลผ่าตัด หลังจากทำเลสิกเสร็จสิ้นสามารถกลับบ้านได้ทันที และจะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นไม่นานอย่างแน่นอน ดังนั้นมาดูกันเลยว่า จะใช้เวลาพักฟื้นหลังทำเลสิกกี่วัน และมีวิธีการดูแลตัวเองหลังทำเลสิกอย่างไรบ้าง ทำเลสิกใช้เวลาพักฟื้นกี่วัน? สำหรับการทำเลสิก โดยปกติแล้วจะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นประมาณ 24-48 ชั่วโมง หลังจากนั้นผู้เข้ารับการรักษาจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่จะต้องระมัดระวังไม่ให้มีสิ่งแปลกปลอมสัมผัสกับดวงตาโดยตรง และจะต้องคอยหยอดตาตามคำแนะนำของจักษุแพทย์ด้วยเช่นกัน และหลังจากนั้นทางจักษุแพทย์จะนัดตรวจเพื่อติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง อย่างเช่น 1 วัน, 1 สัปดาห์, 1

MT Rehab Clinic

MT Rehab Clinic ตอบโจทย์ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวที่จำกัดหรือสูญเสียMT Rehab Clinic ตอบโจทย์ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวที่จำกัดหรือสูญเสีย

                ปัญหาด้านการเคลื่อนไหวมักเป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้สูงอายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ระบบการเคลื่อนไหวของร่างกายยิ่งเสื่อมสภาพลง ผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวที่จำกัดหรือสูญเสียนั้นสามารถรักษาด้วยการทำกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นหนึ่งในการให้บริการของ MT Rehab Clinic ที่มีบริการการรักษาแบบครบวงจร จะเป็นอย่างไรนั้นไปดูกันเลย MT Rehab Clinic กับผู้ป่วยอาการที่เกิดจากการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหว                 MT Rehab Clinic เป็นหนึ่งในคลินิกที่ให้การรักษาอาการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวด้วยวิธีกายภาพบำบัด ซึ่งอาการที่เกิดจากการสูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือ Immobilization Syndrome นั้นถือเป็นอาการที่เกิดจากความถดถอยของสมรรถภาพร่างกายจากการจำกัดการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งสาเหตุจากทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย ขาดคนดูแล

ฉีด ปาก

เคล็ดลับการประเมินความเหมาะสมก่อนฉีดสารเติมเต็มริมฝีปากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเคล็ดลับการประเมินความเหมาะสมก่อนฉีดสารเติมเต็มริมฝีปากโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

การฉีด ปาก เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ได้รับความนิยมสูงในวงการความงาม โดยเฉพาะการเติมเต็มริมฝีปากเพื่อสร้างความอวบอิ่มอย่างเป็นธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ก่อนจะเข้ารับการฉีดสารเติมเต็ม การประเมินความเหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญถือเป็นกระบวนการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้ผลลัพธ์ออกมาตรงใจ ปลอดภัย และยั่งยืนมากที่สุด ทำไมการประเมินความเหมาะสมจึงมีความสำคัญในการฉีด ปาก การประเมินก่อนฉีดสารเติมเต็มริมฝีปากมีบทบาทอย่างมากในการป้องกันความผิดพลาดและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทั้งระหว่างและหลังการฉีด โดยแพทย์จะทำการตรวจสอบลักษณะปาก โครงสร้างใบหน้า และสุขภาพโดยรวมของผู้รับบริการอย่างละเอียด เพื่อออกแบบวิธีการฉีดที่เหมาะสมแต่ละบุคคล การประเมินนี้ยังช่วยให้เข้าใจถึงความคาดหวังของผู้ป่วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงพอใจและดูเป็นธรรมชาติที่สุด องค์ประกอบหลักที่แพทย์พิจารณาในการประเมินฉีด ปาก การประเมินความเหมาะสมก่อนฉีด ปาก โดยทั่วไปจะครอบคลุมหลายปัจจัยสำคัญ ได้แก่ กระบวนการประเมินผ่านเทคนิคและเครื่องมือทางการแพทย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะใช้เทคนิคเฉพาะเพื่อการประเมินที่แม่นยำมากขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ รวมถึงเครื่องมือที่ทันสมัยเพื่อช่วยวิเคราะห์ได้อย่างละเอียด ดังนี้ ความรู้เชิงเทคนิคเกี่ยวกับสารเติมเต็มและการเลือกชนิดที่เหมาะสม